ข้อมูลไฟล์ Google Antigravity |
|
|---|---|
| ชื่อโปรแกรม | Google Antigravity |
| เวอร์ชันล่าสุด | 2.28.2 (เวอร์ชันเป้าหมาย; Changelog ทางการล่าสุดที่ตรวจสอบได้คือ 2.28.1) |
| ผู้พัฒนา | |
| หมวดหมู่ | AI Coding Assistant / Agentic Development Tools |
| ระบบปฏิบัติการที่รองรับ | Windows 10/11 (64-bit), macOS 12 ขึ้นไป และ Linux ที่ตรงตามข้อกำหนดไลบรารี |
| ภาษา | English (ไม่พบการยืนยันภาษาไทยสำหรับส่วนติดต่อโปรแกรมรุ่นนี้) |
| ประเภทลิขสิทธิ์ | Proprietary |
| ขนาดไฟล์ | แตกต่างตามระบบและสถาปัตยกรรม (ยังไม่ยืนยันขนาด Installer ของ 2.28.2) |
การแนะนำ

Google Antigravity เป็นโปรแกรมช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้ AI Agent ทำงานร่วมกับโค้ดและเครื่องมือภายในโปรเจกต์ ผู้ใช้สามารถสั่งให้ Agent ตรวจสอบไฟล์ แก้ไขโค้ด รันคำสั่ง หรือทดสอบผลลัพธ์ผ่านข้อความสนทนาได้ โดย Antigravity App ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับจัดการงานหลายรายการ ไม่จำเป็นต้องผูกการทำงานทั้งหมดไว้กับหน้าต่าง Code Editor เพียงแห่งเดียว
โปรแกรมเหมาะกับงานที่มีหลายขั้นตอนต่อเนื่อง เช่น ตรวจหาสาเหตุของข้อผิดพลาด แก้ไขไฟล์ที่เกี่ยวข้อง และทดสอบหลังเปลี่ยนแปลงโค้ด ผู้ใช้ยังสามารถตรวจสอบแผนการทำงานและผลลัพธ์ก่อนยอมรับการแก้ไข ช่วยรักษาการควบคุมโปรเจกต์ระหว่างใช้ระบบอัตโนมัติ
วิธีใช้งาน Google Antigravity 2026?
เริ่มจากเปิด Antigravity App และเข้าสู่ระบบตามขั้นตอนที่กำหนด จากนั้นสร้าง Project หรือเลือก Workspace ที่มี Source Code อยู่แล้ว เมื่ออนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่ทำงาน โปรแกรมจะอ่านโครงสร้างไฟล์เพื่อเตรียมบริบทสำหรับ Agent ผู้ใช้สามารถสร้าง Conversation แล้วระบุงานที่ต้องการ พร้อมกำหนดข้อจำกัด เช่น ห้ามแก้ไขไฟล์ Configuration หรือให้รันทดสอบก่อนเสนอผลลัพธ์
ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์มีปัญหาส่งแบบฟอร์มไม่ได้ สามารถระบุอาการและให้ Agent ตรวจสอบส่วน Frontend กับ API ที่เกี่ยวข้อง เมื่อได้รับแผนการแก้ไข ให้ตรวจสอบไฟล์ที่จะเปลี่ยนแปลงและสิทธิ์ในการรันคำสั่ง หลังดำเนินการเสร็จ ควรเปิดดู Diff และผลการทดสอบก่อนนำโค้ดไปใช้จริง
คุณสมบัติของ
Agent-Based Development
Antigravity รองรับการมอบหมายงานให้ Agent ดำเนินการหลายขั้นตอนต่อเนื่อง ตั้งแต่สำรวจโปรเจกต์ วางแผน แก้ไขโค้ด ไปจนถึงตรวจสอบผลลัพธ์ ผู้ใช้สามารถติดตามสถานะของแต่ละ Conversation ได้จากหน้าต่างหลัก เหมาะกับงานที่ต้องแก้ไขหลายไฟล์ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยยังสามารถเข้ามาตรวจสอบและปรับคำสั่งระหว่างกระบวนการได้
Projects และ Workspace Management
ระบบ Projects ใช้แยกพื้นที่ทำงานตาม Repository หรือประเภทงาน พร้อมรองรับหลาย Workspaces และ Worktrees ภายในกระบวนการพัฒนาเดียวกัน จึงสามารถมอบหมายงานแก้ไขส่วนต่าง ๆ ของโปรเจกต์โดยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนไฟล์ชุดเดียวกันโดยไม่ตั้งใจ เหมาะกับทีมที่ต้องจัดการหลายฟีเจอร์หรือแก้ไขข้อบกพร่องพร้อมกัน
Parallel Subagents
โปรแกรมรองรับ Subagents สำหรับแบ่งงานออกเป็นส่วนย่อยที่สามารถดำเนินการคู่ขนาน เช่น ให้ Agent หนึ่งตรวจสอบโครงสร้าง API ขณะที่อีกตัววิเคราะห์ชุดทดสอบ การแยกหน้าที่ช่วยจัดการงานขนาดใหญ่ได้เป็นระบบขึ้น แต่ผู้ใช้ยังควรตรวจสอบผลลัพธ์รวม เพราะการดำเนินการพร้อมกันไม่ได้รับประกันว่าการเปลี่ยนแปลงทุกส่วนจะเข้ากันได้โดยอัตโนมัติ
Built-in Browser และ Web Testing
Antigravity มี Browser ภายในสำหรับเปิดหน้าเว็บและตรวจสอบผลลัพธ์ระหว่างพัฒนา สามารถแสดงเว็บไซต์ใน Side Panel ได้โดยไม่ต้องสลับออกจากโปรแกรม เหมาะกับการทดสอบ UI หลังแก้ไข CSS หรือ JavaScript รวมถึงการตรวจสอบหน้าเว็บที่ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง ทั้งนี้ ควรกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงเว็บไซต์ให้เหมาะสมก่อนให้ Agent ดำเนินการแทน
Code Review และ Diff Inspection
เครื่องมือตรวจสอบการแก้ไขแสดงความแตกต่างระหว่างโค้ดเดิมกับโค้ดใหม่ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นว่า Agent เปลี่ยนแปลงส่วนใดบ้าง สามารถพิจารณาผลลัพธ์รายไฟล์ก่อนนำไปใช้งานจริง เหมาะกับการตรวจสอบ Logic ที่เกี่ยวข้องกับ Authentication, Database และส่วนประกอบสำคัญ ซึ่งไม่ควรอนุมัติจากข้อความสรุปเพียงอย่างเดียว
Terminal และ Command Execution
Agent สามารถใช้ Terminal เพื่อดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา เช่น ติดตั้ง Dependencies รัน Test Suite หรือเรียกใช้ Build Commands ได้ การทำงานขึ้นอยู่กับ Execution Mode และ Permission Settings ที่ผู้ใช้กำหนด สำหรับ Repository ที่ไม่คุ้นเคย ควรตรวจสอบคำสั่งก่อนอนุญาต โดยเฉพาะคำสั่งที่อาจเขียนทับไฟล์หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายนอกโปรเจกต์
Scheduled Tasks และ Remote Control
ระบบรองรับการตั้งค่างานตามกำหนดเวลาและการเข้าถึง Session ผ่าน Remote Control สำหรับติดตามกระบวนการที่เปิดไว้บนเครื่องหลัก เหมาะกับงานตรวจสอบ Repository หรือกระบวนการพัฒนาที่ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งค่าสิทธิ์และสภาพแวดล้อมให้พร้อมก่อนใช้งาน โดยเฉพาะงานที่เชื่อมต่อบริการภายนอก
Agent Skills และ Custom Rules
ผู้ใช้สามารถกำหนด Rules และ Skills สำหรับระบุแนวทางทำงานที่ต้องการให้ Agent ปฏิบัติตาม เช่น มาตรฐานการเขียนโค้ด วิธีรันทดสอบ หรือข้อกำหนดในการแก้ไขไฟล์ ช่วยให้แต่ละงานใช้แนวปฏิบัติร่วมกันได้โดยไม่ต้องอธิบายรายละเอียดเดิมทั้งหมดในทุก Conversation เหมาะกับโปรเจกต์ที่มีโครงสร้างและมาตรฐานเฉพาะ

เวอร์ชันล่าสุด v2.28.2
พบข้อมูลแพ็กเกจ Google Antigravity 2.28.2 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2026 แต่ยังไม่พบ Changelog ทางการที่ยืนยันการเปลี่ยนแปลงเฉพาะ Build นี้ รายการต่อไปนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงล่าสุดที่ Google ประกาศสำหรับสายรุ่น 2.28 โดยแยกหมายเลขเวอร์ชันอย่างชัดเจน
การเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชัน 2.28.1
- Conversation Navigator: เพิ่มแถบนำทางสำหรับข้ามไปยังข้อความแต่ละช่วงของบทสนทนา
- Marketplace Transparency: เพิ่มข้อความแจ้งเตือนเกี่ยวกับเครื่องมือจากผู้พัฒนาภายนอก
- Plugin Information: แสดงชื่อผู้พัฒนา หมายเลขรุ่น และลิงก์ที่เกี่ยวข้องบนหน้าปลั๊กอิน
การเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชัน 2.28.0
- Built-in Browser: เพิ่มเบราว์เซอร์ภายใน Side Panel สำหรับเปิดเว็บไซต์
- PDF Viewer: รองรับการเปิดเอกสาร PDF ภายในโปรแกรม
- File Attachments: รองรับไฟล์แนบทุกประเภท โดยจำกัดขนาดสูงสุด 20 MB ต่อไฟล์
- Enhanced Diffs: ไฮไลต์คำและอักขระที่เปลี่ยนแปลงภายในบรรทัดโค้ด
- Restore Closed Tabs: เพิ่มคีย์ลัดสำหรับเปิด Side Panel Tabs ที่เพิ่งปิด
- Agent Status: ปรับการแสดงสถานะ Agent และ Background Commands ให้ชัดเจนขึ้น
วิธีดาวน์โหลดและติดตั้ง Google Antigravity
- เข้าสู่เว็บไซต์ทางการ antigravity.google/download
- เลือก Antigravity App ไม่ใช่ Antigravity CLI หรือ IDE
- เลือกระบบปฏิบัติการและสถาปัตยกรรมให้ตรงกับเครื่อง
- สำหรับ Windows ให้เปิดไฟล์ EXE และทำตามขั้นตอนติดตั้ง
- สำหรับ Mac ให้เปิด DMG แล้วย้ายแอปไปยัง Applications
- สำหรับ Linux ให้แตกไฟล์ TAR.GZ และเปิดโปรแกรมตามคู่มือ
- เปิด Antigravity และดำเนินการตั้งค่าครั้งแรก
- เลือก Workspace และตรวจสอบสิทธิ์ก่อนอนุญาตให้ Agent เข้าถึงไฟล์
- ตรวจสอบหมายเลข Build และตั้งค่าการอัปเดตตามต้องการ
ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่คล้ายกันจาก Mawto:
บทสรุป
Google Antigravity เหมาะกับนักพัฒนาที่ต้องการมอบหมายงานหลายขั้นตอนให้ Agent พร้อมตรวจสอบโค้ดและผลการทดสอบจากพื้นที่ทำงานเดียว จุดที่ต้องพิจารณาคือสิทธิ์การเข้าถึงไฟล์และคำสั่งที่ Agent สามารถเรียกใช้ได้ สำหรับงานแก้ไขโค้ดขนาดเล็กที่ต้องการควบคุมทุกบรรทัดด้วยตนเอง การใช้ Code Editor ทั่วไปอาจตรงกับลักษณะงานมากกว่า
